การจัดเก็บภาษีเงินได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม
01/08/62

เอกสารประกอบ >>คลิ้กที่นี่<<
ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.aimc.or.th/slidewebaimc/slide2/

การจัดเก็บภาษีเงินได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม

ตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค. 2562 เป็นต้นไป จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านการเก็บภาษีของกองทุนตราสารหนี้  โดยสาระสำคัญ คือ กองทุนรวมไทย หากได้รับผลตอบแทนจากเงินลงทุนโดยตรงทั้งในและต่างประเทศ (ในรูปของ ดอกเบี้ย (Coupon) ส่วนลดรับ (Discount) หรือเงินได้ที่มีลักษณะเดียวกับดอกเบี้ย (แต่ไม่รวมส่วนต่างกำไรจากขาย)) จะมีภาระเสียภาษีเงินได้ร้อยละ 15 ของผลตอบแทนดังกล่าว  เช่นเดียวกับการลงทุนโดยตรงของนักลงทุนทั่วไป   

ประเภทผู้ลงทุน

ประเภทผลตอบแทน

ภาษีเงินได้

หมายเหตุ

กองทุนรวมไทย

-         ดอกเบี้ย

-        ส่วนลดรับ

-      เงินได้ลักษณะเดียวกับดอกเบี้ย

ยกเว้น ส่วนต่างกำไรจากการขาย

15% ของผลตอบแทน

เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่

20 ส.ค.2562 เป็นต้นไป

-      บังคับใช้กับกองทุนรวมทุกประเภทที่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยและส่วนลดรับ

-     ไม่มีผลย้อนหลังกับเงินฝาก/ตราสารหนี้ที่กองทุนลงทุนก่อน 20 ส.ค. 2562

-       เงินลงทุนโดยตรงในตราสารหนี้ต่างประเทศต้องเสียภาษีฯ เช่นกัน

-     RMF / RMF for PVD และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ยังได้รับยกเว้น

-         ผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวม
ตราสารหนี้ได้รับยกเว้นภาษีจากส่วนต่างราคาขาย และภาษีเงินได้จากเงินปันผล
  แต่ไม่สามารถขอคืนเครดิตภาษีได้แม้ว่าฐานภาษีจะต่ำกว่าร้อยละ 15

บุคคลธรรมดา

ปัจจุบัน หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ของผลตอบแทนดอกเบี้ย ส่วนลดรับ และส่วนต่างกำไรจาก
การขาย

 

            กฎหมายภาษีฯ ดังกล่าวจะบังคับเก็บจากกองทุนฯ โดยตรง และจะไม่เรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อนจากผู้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้อีก (ไม่เสียภาษีจากส่วนต่างราคาขายหน่วยลงทุนและจากเงินปันผล) จึงทำให้
ผู้ลงทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวมยังมีภาระภาษีน้อยกว่าการผู้ลงทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง (ที่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากส่วนต่างกำไรจากการขายด้วย)
  

นอกจากนี้ การเก็บภาษีฯ นี้ จะยกเว้นให้กับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) กองทุนรวมที่จัดตั้งเพื่อรองรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (RMF for PVD) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund : PVD) เพื่อเป็นการส่งเสริมการลงทุนระยะยาวเพื่อรองรับการเกษียณ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติโดยรวม

ผลจากการจัดเก็บภาษีจากการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวมจะกระทบต่อผลตอบแทนของกองทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือ ตราสารหนี้ที่ลงทุนไว้ก่อนวันที่ 20 ส.ค. 62 ซึ่งจะเป็นเงินลงทุนส่วนใหญ่จะไม่ถูกหักภาษีจากผลตอบแทนที่ได้รับในอนาคตจนครบกำหนดไถ่ถอนหรือถูกขายออกไป  แต่ผลกระทบจากภาระภาษีจะทยอยเกิดกับตราสารหนี้ที่กองทุนเริ่มลงทุนตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค.62 เป็นต้นไป ซึ่งในช่วงต้นจะยังเป็นเงินลงทุนส่วนน้อย   ทั้งนี้ ผลกระทบต่อผลตอบแทนกองทุนรวมจากภาษีฯ จะเกิดขึ้นเร็วหรือช้าอาจพิจารณาได้จากอายุเฉลี่ยของตราสารที่กองทุนถือก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ และขึ้นอยู่กับประเภทผลตอบแทน นั่นคือ กองทุนรวมที่ถือตราสารอายุยาวจะได้รับผลกระทบช้ากว่ากองทุนรวมที่ถือตราสารอายุสั้นกว่า  หรือตราสารที่ให้ผลตอบแทนเป็นส่วนลดรับ (Zero Coupon Bond) หากเป็นการได้มาจากตลาดรองจะไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายซ้ำอีก เป็นต้น

            ตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค. 2562 เป็นต้นไป กองทุนรวมตราสารหนี้จะทำหน้าที่ที่แท้จริงในการเป็นช่องทางสำหรับนักลงทุนที่มุ่งแสวงหากลุ่มสินทรัพย์ที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ มีการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม และเพื่อการบริหารสภาพคล่อง โดยไม่ถูกบิดเบือนจากข้อได้เปรียบด้านภาษีจนลดทอนประโยชน์ที่สำคัญกว่าจากการลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ กล่าวคือ การลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้จะมีข้อดีที่มีผู้จัดการกองทุนคอยทำหน้าที่จัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและภาวะการลงทุน มีระบบการคัดเลือก/กลั่นกรอง/ติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างมืออาชีพ มีระบบการควบคุมและกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม มีการกำกับดูแลให้ปฏิบัติหน้าที่เยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ นอกจากนี้ กองทุนรวมจัดเป็นนักลงทุนสถาบันที่มีข้อได้เปรียบในอำนาจต่อรอง การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และการเข้าถึงตลาดตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศในราคาที่สมเหตุสมผล  กล่าวโดยรวม ผู้ลงทุนผ่านกองทุนรวม ยังคงได้ประโยชน์ที่สำคัญในหลากหลายมุมสำหรับผู้ลงทุนไทยไม่ว่าจะเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่หรือผู้ลงทุนทั่วไปที่ต้องการใช้ประโยชน์จากมืออาชีพนอกเหนือจากเหตุผลด้านการประหยัดภาษี